個人檔案Onny the Bear相片部落格清單 工具 說明

L Onny

職業
-_- zzZZ Just follow your heart and make your dreams come true
這個分享空間沒有任何的音樂清單。
尚未新增任何項目。

Onny the Bear

25 July

1 ปีแล้วจ้า

วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีแล้วที่จากประเทศไทยมาผจญภัยในดินแดนผู้ดี (ตรงไหนหว่า) 
คิดถึงบ้านชะมัดเลย
 
วันนี้เจ๊ก็โทรมาหาแบบทำให้ตกใจด้วยเพราะโทรมาตอน 6 โมงเย็น (เที่ยงคืนประเทศไทย)
แบบว่าปกตินี่นอนกันแต่ 4 ทุ่มแล้วนี่นา เกิดไรขึ้น คุณแม่อ้วนก็ยังไม่นอน
ได้คุยด้วย แต่ตัวเองยังไม่ถึงบ้านเลย มัวแต่ซื้อข้าวของ(กิน)อยู่
ได้ความว่าเค้าดูทีวีกันอยู่ ไรเนี่ย -_-"
 
ย้อนไปวันนี้เมื่อ  ปีที่แล้ว เออ งงๆแฮะ ตอนมาไม่ร้องไห้เลยนะ
สงสัยเป็นพวกความรู้สึกช้า ค่อยมาเศร้าเอาเมื่อหลายวันผ่านไป
 
 
1 ปี ผ่าน ไป ไว เหมือน โกหก 
10 July

ESS10 ที่เยอรมัน ตอนจบแล้วน๊า

หลังจากพล่ามพรรณนาไปเยอะมาก ความขี้เกียจก็เริ่มมาเยือน
 
กว่าจะมาอัพบล็อคก็บอลโลกผ่านไปแล้วอ่ะ แอบดีใจด้วยที่ฝรั่งเศสแพ้
แฟนๆฝรั่งเศสอย่างเพิ่งโกรธน๊า ก็แบบว่าหมั่นไส้คนฝรั่งเศสที่แลปอ่ะ โฮะโฮะโฮะ
 
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ก็ไป dinner กันในเรือ อาหารก็ดูได้ในรูปนะ
แต่ส่วนมากก็จะเป็นของเย็น ฮ่วย คิดดูดิมีไก่ทอด ราดน้ำจิ้มพริกแบบหน้าตาคนไทย
แต่พอกินเข้าไปเท่านั้นแหละ เหมือนไก่ทอดแบบแช่ตู้เย็นอ่ะ เป็นของเย็นนี่หว่า
แล้วก็มีพวก แฮม แซลมอน สลัด ขนมปัง (แบบว่าไม่มีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น กระเพาะปลาไรเงี้ยเหรอ)
 
แล้วก็มีโปรเฟสเซอร์คนเยอรมันมาบอกให้ลองปลาเฮอริ่ง (เขียนงี้ป่าวหว่า)
เค้าบอกนี่พิเศษนะจับได้แต่ในช่วงฤดูนี้ แต่อาจารย์เราแอบบอกว่า มันก็ธรรมดาๆแหละว้า
แต่แหมไหนๆแล้วก็ต้องชิมเด่ะ ขนาดเนื้อดิบยังกินมาแล้วเลยใช่ป่ะ
(อ่านได้จากตอนที่แล้ว)
 
ส่วนเรือแล่นไปไหนเหรอ รู้สึกเหมือนมันแล่นวนๆนะ
แบบว่าไม่ได้เป็นล่องแม่น้ำแต่เป็นเหมือนอ่าวหรือทะเลสาบต่อกันไรเงี้ย นั่งแล้วก็มึนๆ
แล้วเค้าก็เสิร์ฟไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ แล้วก็แน่นอน น้ำเปล่าซ่าๆ
คราวนี้ก็ต้องเปิดมาเขย่าก่อนกินให้ก๊าซมันหายก่อน
 
ก็นั่งกินลม(ในน้ำเปล่า)ชมวิวได้พอสมควรแล้วก็ขึ้นฝั่งค่ะ
ก็มีนักศึกษาจากมหาลัยอื่นเค้าก็มาชวนไปต่อกัน
แต่อารมณ์นั้นไม่อยากไปแล้วอ่ะ อยากกลับไปนอนมากกว่า
 ตื่นเช้าทีไรเป็นงี้ตลอดเลย แล้วอีกอย่างมันก็ไกลจากที่พักด้วย
เดี๋ยวรถใต้ดินหมดจะซวย ก็เลยตกลงกันว่าจะกลับ
แต่ขอโทษถึงแม้จะกลับเลย เค้าก็ไม่มีรถมารับกลับนะ ต้องนั่งรถไฟใต้ดินกลับกันเอง
อืม ทำไม conference นี่มันต้องปากกัดตีนถีบขนาดนี้เลยเหรอ
ที่เมืองไทยทำไมรู้สึกว่าสะดวกสบายกว่ากันเยอะเลยง่ะ
 
แต่ในที่สุด ก็ไปดริ๊งต่อกับอาจารย์อยู่ดี กินไรไปไม่รู้ (แบว่าจำชื่อไม่ได้)
เป็น cocktail ใส่เหล้าประมาเตกีล่า แล้วก็น้ำผลไม้สไตล์ tropical หน่อย
แอบเก๋ ใส่ผลไม้ด้วย ที่แตงโม สับปะรด มะเฟืองด้วย เท่ป่าว
แต่เค้าใส่เหล้าเยอะ รสชาติผลไม้เลยแปลกๆ แล้วก็ขมด้วย
กินไปนิดนึงก็รู้สึกว่ามึนๆแล้ว สรุปก็กินไม่หมด แต่โชคดีที่แก้วมันทึบ
ก็เลยไม่มีใครเห็นว่ากินไม่หมด (เดี๋ยวโดนประนาม)
 
เสร็จกลับโรงแรมนอน หลับสบายมั่กๆ 555
 
วันสุดท้ายของ conference แล้ว เย้
ก็ต้องไปแบบไฟท์บังคับเพราะอาจารย์เราเค้าต้องไปกล่าวปิดงาน โฮ่ ใหญ่โตจริงๆอาจารย์ช๊านนน
คนก็อยู่กันร่อยหรอตามธรรมเนียม เสร็จก็กลับโรงแรมเอากระเป๋าขึ้นรถใต้ดินเข้าไปสถานี Haupbanhof
แล้วก็ไปหาที่ฝากกระเป๋าจากนั้นก็ไป shopping ดิ ตามสไตล์สาวๆ 4 คน
ก็ซื้อตุ๊กตา Goleo ที่เป็นสัญลักษณ์บอลโลก (เจ็บใจตอนนี้เค้า sale กันแหลกแหงมๆ เป็นตุ๊กตามีราคาแค่เดือนเดียวจิงๆ)
แล้วก็ซื้อ ซื้อ ซื้อของฝากคนนู้นคนนี้ ใครอยากได้ไรก็รีบๆมาหาตอนกลับไปเมืองไทยละกัน 555
แล้วประมาณ 4 โมงก็นั่งรถกลับไปสนามบิน ไฟล์ทออกประมาณทุ่ม
ไปถึงคราวนี้ก็เดินอีก ซื้ออีก อาจารย์ก็ซื้อด้วย 5555
แล้วก็หาไรกิน เพราะกลัวประสบการณ์แบบตอนขามา หิวตายได้
ไม่อยากบอกเลยว่ายูโรที่แลกไปหมดเกลี้ยงเลย เกลี้ยงแบบหมดทุก cent เลยนะ
แต่ไม่บอกหรอกว่าแลกเท่าไหร่ เดี๋ยวจาโดนประนามไปมากกว่านี้ อิอิ
 ซื้อเยอะจริงๆเฟ้ย เนี่ยขนาดกินอยู่ฟรีนะเนี่ย
กลับมาถึงก็ไปเอารถที่เช่า แล้วอาจารย์ก็มาส่งที่บ้านเพื่อนคนจีน
แล้วพี่ชมพู่ก็มารับกลับบ้าน ขอบคุณคร๊าบบบ
 
จบซะที เหนื่อยโว้ย
 
เก็บตก
 
- สงสัยมากเลยนะว่าทำไมเวลาไฟแดงของคนข้ามที่เยอรมันต้องมี 2 อันอ่ะ แต่ไฟเขียวคนเดินมีอันเดียวนะ พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมา จะว่าไว้เป็นของจักรยานก็ไม่ได้เป็นรูปจักรยานนี่หว่า ภีมบอกว่าเผื่อคนที่มีปัญหาทางการมองเห็น(ไม่ได้ตาบอดนะ) เค้าจะได้รู้ แต่ว่ารูปมันก็ต่างกันนี่นา รู้สึกยังไม่เคลียร์เท่าไหร่ เอางี้ ใครตอบได้โดนใจรับไปเลย wrist band ทีมเยอรมันละกัน มี 3 เส้นสีดำ แดง เหลือง แต่ว่าไม่มีตราบอลโลกนะ เขียนว่า 'I BELIEVE' ละกัน
 
-เพื่อนที่เป็นคนอังกฤษเสียตังค์เพิ่มจากแพกเกจค่าโทรศัพท์ กับ sms ปกติ จากเยอรมัน รวมกับที่เค้าไปอียิปต์วยร้อยกว่าปอนด์แน่ะ คุยกับหนุ่มที่กำลังกิ๊กกับอยู่ แต่พอกลับมาก็เลิกกัน พระเจ้าช่วย เสียตังค์เป็นร้อยปอนด์แต่ไม่มีไรเลย เอาตังค์ไปชอปปิ้งดีกว่า

ESS10 ที่เยอรมัน ตอนที่ 2

มาอัพเดทซะหน่อยระหว่างรออบขนมเค้กอยู่
 
วันที่ 2 ของ Conference เนี่ยก็ต้องตื่นแต่เช้า กินข้าว 8 โมง อาจจะดูไม่เช้า
แต่คิดดูดิ เวลามันเร็วกว่าอังกฤษชั่วโมงนึง เท่ากับกินข้าว 7 โมง ตื่นตั้งแต่ 6 โมง
พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง อยู่มาตั้งเกือบปีนับวันที่ตื่น 6 โมงเช้าได้เลย
ผลน่ะเหรอ ก็หลับใน Conference น่ะสิ
แล้วก็ต้องไปที่ Conference แต่เช้าเพราะต้องไปฟังอาจารย์คนที่เป็นโปรเฟสเซอร์
 
สรุป ก็ไปสายนิดหน่อน แล้วก็ไปลงทะเบียน แล้วก็ฟังๆๆๆ ตอนเช้านี่ยังไม่เท่าไหร่ ตอนบ่ายนี่ง่วงมากๆ
แต่ที่ไม่โดดเนี่ยก็มีเหตุผล เพราะว่าวันจันทร์ (5 มิ.ย.) เนี่ยยังเป็นวันหยุดราชการอยู่
โดดไปก็ไม่รู้ทำไร เพราะร้านก็ปิดหมด แล้วก็อยู่กันหลายคน จะให้โดดคนเดียวก็ใช่ที่ ก็เลยต้องนั่งฟังต่อไป
 
ขอบอกอาหารวันนี้แย่มาก เพราะว่าเป็นวันหยุด โรงอาหารก็ปิด เพราะฉะนั้นเค้าก็จัดอาหารให้
เป็นไก่ผัดใส่ผักอ่ะ แต่หน้าตาเป็นอาหารฝรั่งนะ กินกับผักสลัดแล้วก็ขนมปัง ไม่มีทางเลือกอื่น
แล้วก็มี pizza สำหรับคนกินมังสวิรัติ(ขอบอกว่า ทั้งเย็นทั้งแข็ง) แล้วก็ขนมปังหน้าแฮม, ชีส และอื่นๆ
 
ส่วนตอนเย็น หลังจากเสร็จการบรรยายก็เป็นส่วนโปสเตอร์ ฮะ แฮ่ม มีโปสเตอร์ของเราด้วยนะ
แอบภูมิใจนิดนึง แต่ว่าก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ ส่วนมากเค้าก็จะคุยกันอ่ะ
แต่เรามากันหลายคนก็เลยไม่ค่อยได้คุยกับคนอื่นเท่าไหร่
ตอนเย็นวันนี้กินอาหาร Mexican อร่อยดี
 
วันที่ 3 ตื่นสายอย่างรุนแรงค่ะ นัดกินข้าวเช้า 8 โมงตื่น 7 โมง 50 เอ่อ โดดเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน โฮ โฮ
วันนี้ง่วงกว่าเมื่อวานอีก ทำไมน่ะเหรอ เมื่อวานง่วง แต่ก็ยังฟังพอรู้เรื่อง เพราะพอจะตรง field มั่ง
แต่วันนี้เรื่องไรฟะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย เป็นแนวด้านการแพทย์ แล้วก็พวก food process
วันนี้อาจารย์ผู้หญิงบรรยายด้วยแล้วตอนสายก็โดดออกไปเดินเล่นกัน
เอ่อ จริงๆก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก แต่มันเซ็งนี่หว่า
กลางวันดีหน่อย โรงอาหารเปิด ก้ได้มาเป็นคูปองก็เลือกๆได้ ลั๊น ลา
ตอนเย็นวันนี้ก็มีโปสเตอร์อีก แต่ไม่ได้อยู่เฝ้าแล้ว ก็ไปเดินดูของคนอื่นเค้ามั่ง
วันนี้ทักพี่คนไทยด้วย (มีคนเดียวใน conference อ่ะ)
อาหารเย็นก็กินร้านเดียวกับวันแรก
แต่ว่าอิ่มจากตอนกลางวัน กับเบรค ก็เลยกิน Apple Strudle (เขียนงี้ป่าวหว่า) อย่างเดียว
อ๊ะ อ๊ะ แต่ก็ไม่ใช่น้อยๆนะ 
 
วันที่ 4 conference ปกติ(ง่วง)ดี แต่วันนี้มีแค่ครึ่งวัน ตอนบ่ายออกไปทริป (ไชโยโห่หิ้ว)
แต่ว่าเป็นทัวร์แลจริงๆ คือ รถที่เค้าจัดให้เป็นรถทัวร์ 2 ชั้น
แต่ไปช้าเลยได้นั่งข้างล่าง เบาะแถวหลังสุด ตรงกลาง
คิดดูดิ มันจะไปเห็นไร นั่งผ่านเห็นแต่บันไดกะประตูบ้านชาวบ้าน
แถมคนบรรยายก็พูดภาษาอังกฤษได้เหมือนภาษาเยอรมันมาก
เศร้าจายเจ็งๆ
 
เค้าก็พาไปปล่อยที่ Planetarium ก็คล้ายๆท้องฟ้าจำลอง แต่ไฮโซกว่า
(จริงๆเชยมาก ไม่เคยไปท้องฟ้าจำลองหรอก แต่คิดเอาว่าที่นี่น่าจะไฮโซกว่า)
แต่ก็แอบหลับช่งหลังด้วย เฮะ เฮะ แต่ตื่นก่อนเค้าจบนะ ยังเนียนอยู่ค่ะ
เสร็จแล้วก้ขึ้นรถทัวร์แลต่อ คราวนี้แอบเปลี่ยนที่ ได้เห็นวิวหน่อย
แล้วเค้าก็ไปจอดใน park แต่ว่าไม่มีใครรู้ทางไปต่อ
แม้แต่อาจารย์ที่เป็นเจ้าถิ่นเองก็ไม่รู้ พาเดินหลงไปหลงมา
 
จุดหมายก็คือไปเรือค่ะ 
 
อ่านต่อตอนหน้าแล้วกันเด้อ
21 June

ESS10 ที่เยอรมัน (ตอนที่ 1)

ตอนช่วงวันที่ 4-6 มิถุนาที่ผ่านมาไป conference ที่เยอรมันมาแหละค๊าบบพี่น้อง
 
ชื่อเต็มๆก็ 10th Meeting of the European Society of Sonochemistry
 
คราวนี้จัดที่ Hamburg University of Technology หรือที่คนเยอรมันเรียก TUHH
อ่านว่า "เท-อู-ฮา-ฮา" อ๊ะ อ๊ะ อันนี้ไม่ใช่มุขขำ ขำนะ เรียกงี้จิงๆ
อ่านแบบภาษาเยอรมันไง (ด้วยความรู้ภาษาเยอรมันที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเรา)
มหาลัยอยู่ที่เมือง Hamburg ค่ะ แต่ว่าไม่ได้อยู่ในเมืองเลย อยู่นอกออกไปในส่วนที่เรียกว่า Harburg
ตัว H 2 ตัวหลังก็ย่อมาจาก Hamburg กะ Harburg นั่นแหละ
 
ช่างเป็นทริปที่เหนื่อยยากจริงๆ ตั้งแต่ก่อนไปแล้วแก้โปสเตอร์กันจนวันสุดท้ายที่ส่งพิมพ์
ใช่แล้วงานนี้ได้ไป(ฟรี)ก็เพราะมีโปสเตอร์ด้วยเนี่ยแหละ
อืม ตื่นเต้นเหมือนกันนะเป็นโปสเตอร์แรกที่ทำด้วยตัวเองอ่ะ
สมาชิกที่ไปประกอบด้วยโปรเฟสเซอร์(ที่เป็นคุณลุงใส่แว่น) อาจารย์(ผมแดง)
Frans(ฝรั่งผมบอลด์) Sherry(คนจีน)
 
แต่ก็นะ ออกเดินทางตอนวันเกิดซะด้วย ไม่ค่อยอยากเล๊ยย
ไปขึ้นเครื่องที่ Heathrow ด้วยสายการบินแห่งชาติอังกฤษ BA ไง
แต่ไปกันแค่ 4 คนเฉพาะสาวๆ เพราะ โปรเฟสเซอร์เค้าต้องเป็นคนไปกล่าวเปิดงานนี้
เค้าก็เลยต้องเปลี่ยนไฟล์ทบินไปก่อน
 
ขึ้นเครื่องประมาณบ่าย 2 ก็หิวตะหงิดๆ คาดหวังว่าบนเครื่องมันต้องมีไรกินมั่งแหละน่า
บินประมาณ 2 ชั่วโมง แต่สุดยอดอ่ะ เสิร์ฟแค่ชา กาแฟ น้ำ กับขนมนิดหน่อย
พอดีสั่งน้ำส้มเลยได้เป็นมันฝรั่งทอด(ห่อเล็ก) ส่วนเพื่อนสั่งกาแฟได้คุกกี้ชิ้นนึง ( Y_Y )
เศร้าๆๆ หิวง่ะ ง่ะ ก็เลยต้องคุ้ยกระเป๋าโดเรมอนส่วนตัว ได้กล้วยมากินประทังชีวิต 1 ลูก
(จริงๆกะจะกินตอนเช้า แต่พอดีกินคอนเฟลคไปแล้วอิ่มๆ)
หันไปมองเพื่อนท่าทางจะหิวก็เลยแบ่งปัน cereal แบบแท่งที่มีติดก้นกระเป๋าอยู่อันเดียวให้ไป
 
พอเครื่องลงที่ Hamburg ก็ยังไม่ได้กินอยู่ดี ต้องหารถบัสสนามบินต่อเข้าไปสถานีรถไฟใหญ่ของเมือง (Hauptbahnhof)
แต่ขอบอกหนาวครับ หนาว ก็ตอนออกจากอังกฤษเนี่ยมันร้อนแล้วนี่หว่า แต่ไปถึงเยอรมันเนี่ยยังหนาวอยู่
แถมยังลมแรงอีกตะหาก ซวยแร้ว ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวหนาหน่อยไปซะด้วย งั่ก งั่ก งั่ก (หนาวนะ ไม่ได้แก่)
ทริปนี้อาจารย์เค้าเป็นคนจัดการให้หมดเลย ก็เลยเป็นลูกศิษย์ที่ดี ไม่ได้เตรียมหาข้อมูลไรไว้เลย
 
ถึงสถานีแล้วก็ไปหารถไฟใต้ดิน (ผ่านร้านขายไส้กรอก น่ากินมั่กๆ) แล้วก็ไปงงที่หน้าตู้ขายตั๋ว
โอ้ พระเจ้าจอร์จ มันช่างงงไรงี้ มันมีตั๋วหลายแบบแยกตามระยะ (ซึ่งจนบัดนี้ก็ไม่เข้าใจว่านับยังไงกันแน่)
แล้วก็มีรายละเอียดอื่นอีก แต่ที่งงอยู่นานเพราะมันเป็นภาษาเยอรมันอ่ะดิ
เอ่อ พี่ครับ พี่กำลังจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ในอีกไม่กี่วัน พี่ไม่คิดจะติดป้ายภาษาอังกฤษเพิ่มหน่อยเหรอครับ
คือว่า ดูจากตอนอยู่เกาหลีเนี่ย ก็รู้สึกได้ว่าเค้ามีการเตรียมรับแบบติดป้าย เพิ่มคำบรรยายภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นแยะเลย
 
สรุปในที่สุดก็สามารถเลือกซื้อตั๋วได้เรียบร้อย แล้วก็งมจนไปหารถได้ถูกสายด้วย
รถไฟใต้ดินที่นี่ไม่มีตรวจตั๋วด้วยนะ แล้วก็ไม่มีระบบเช็คตั๋วเข้าออกแบบเมืองไทย หรือ tube ที่อังกฤษเลย
คงใช้ระบบความซื่อสัตย์นั่นแหละ สงสัยเหมือนกันว่า ถ้าแอบขึ้นฟรีเนี่ยจะได้ไหมหว่า
 
นั่งไปซักพักใหญ่ๆก็ถึงสถานีที่จะลง เอ่อ หยั่งกะสถานีร้างแน่ะ ออกไปก็งงอีก ไม่รู้จะออกทางไหน
อาจารย์เลยต้องควักเอาแผนที่โรงแรมที่มีรายละเอียดน้อยมาก มาคลำทางกันต่อไป
สรุปก็เดินอ้อมไปอ้อมมาอยู่แถวๆถนนนั้นแหละ มันเป็นถนนวงแหวน(เล็กๆ) ชื่อ Rind road เลยไง
สงสัยว่าทำไมไม่ถามทางใช่ป่ะ ก็มันไม่มีคนให้ถามอ่ะดิ เมืองหยั่งกะเมืองร้าง
เพราะมันเป็นเย็นวันอาทิตย์ ซึ่งร้านรวงในยุโรปเนี่ยส่วนมากเค้าก็ปิดกันหมดแหละ
ต้องเมืองใหญ่ๆ เค้าถึงจะเปิดวันอาทิตย์กันนะจ๊ะ พอร้านปิดหมดมนุษย์หน้าไหนจะออกมาเดินท้าลมหนาวข้างนอกล่ะ
 
สรุปเดินถึงโรงแรมจนได้ (จริงๆแล้วไม่ไกลหรอก)
เข้าไปเช็คอิน ว้าว ได้นอนคนละห้องเลยค่ะ แต่แบบว่าก็แอบเสียวๆอ่ะ เอ่อ ถ้ามีไรหยึมกรึ๋ยจะทำยังไงเนี่ย
เอาฟะ คนเดียวก็คนเดียว
 
ห้องเป็นเตียง double ซะด้วย แต่ไหงเค้าเอาที่นอน single 2 อันมาวางในกรอบเตียง double หว่า
แล้วก็ใช้ผ้าปูเตียง double ด้วยนะ  ผ้าห่มก็เป็นแบบ single 2 ผืนอ่ะ งงเว้ย
สรุปเก็บของเสร็จ ก็ต้องออกไปเดินหามหาลัยอ่ะ Y_Y หนูหิวมากๆแล้วนะคะ
อาจารย์ก็บอกว่าในงานเค้าน่าจะมีของกินด้วยนะ เราก็เอาวะ เดินๆๆต่อไป
 
และแล้วก็หลงทาง หามหาลัยไม่เจออีกครั้ง เดินวนไปวนมา หนาวก็หนาว หิวก็หิว
สุดท้ายเจอมหาลัย เข้าไปใน conference ปรากฎเค้าเปิดงานกันเรียบร้อยแล้ว
เป็นช่วงที่ดื่มต่อแล้ว ก็มีเบียร์ ไวน์ขาวและแดง น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล แล้วก็น้ำเปล่า
แต่น้ำเปล่าที่เยอรมันเนี่ย เค้ากินแต่น้ำที่อัดลม อารมณ์ก็ประมาณโซดาเลย
ทุกที่ในเมืองนี้เลยนะเหมือนกัน ถ้าสั่งน้ำเฉญๆจะได้แบบนี้
ขอย้ำ ตอนสั่งต้องบอกว่าเป็น Still นะถึงจะได้น้ำไม่ซ่า
หายากมั่กๆเลยเมืองนี้ เพื่อนบอกที่เบอร์ลินไม่เห็นเป็นเลย
 
อาหารที่มีเหรอ ก็เป็นประมาณครัวซองชิ้นเล็กๆ(คล้ายๆคอกเทล) ทั้งแห้งทั้งแข็ง
แต่อารมณ์นั้นหิวมากๆค่ะ กินไปหลายอันเหมือนกัน อับอายเล็กน้อย
แล้วก็มีถั่วกะลูกเกด(เหมือนกับแกล้มเลยวุ้ย) ฮือ ฮือ ฮือ เศร้าน้ำตานอง เนี่ยนะวันเกิดช้านนนน
เพื่อนฝรั่งก็แซวนะ ว่า เราได้กินไรวันเกิด ตอบ กินถั่วกะ ลูกเกดค่ะ Y_Y
 
แล้วก็รอๆๆๆ อาจารย์เราคุยกะคนโน้นคนนี้ กว่าจะได้ออกไปหาไรกินเป็นอาหารเย็นจริงๆซะที
ก็เดินไปเป็นร้านแบบผับค่ะ แต่ก็ขายอาหาร สำหรับอาหารเย็นเหรอ
 
แต๊แหน่ว เป็นซี่โครงหมูย่างค่ะ เพราะไรเหรอ ก็ชอบกินซี่โครงนะ
แต่จริงๆแล้วเนี่ยเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่แปลออกในเมนู
 
สั่งอาหารเสร็จ รอนานโคตรๆ แทบจากินโต๊ะแทนแล้ว แต่ก็อร่อยดีนะ จานหย่ายมาก
แต่ก็กินเกือบหมด อิ่มหนำดีแล้วก็เคลื่อนขบวน
เดินกลับโรงแรม อาจารย์ที่เป็นโปรเฟสเซอร์ก็พาหลงทางจนได้ เนี่ยขนาดเค้าบอกเค้ามาตั้ง 3 ครั้งแล้วนะ
เฮ้อ หนาวก็หนาว คราวนี้ได้ถามทางคนเดินผ่านมาถึงจะกลับโรงแรมถูก หมดไปหนึ่งวัน
 
วันเกิดอายุ 27 ของช้านนน มาตกระกำลำบากที่เยอรมันโดยแท้
 
หมดแรงแระ ไว้ไปอ่านต่อตอน 2 แล้วกันนะ
9 May

Visit 4 stadiums

อาทิตย์ที่แล้วเฮีย เจ๊ แล้วก็พี่นุ้ยมาเยี่ยม (หรือมาเที่ยวหว่า) ก็เลยขออนุญาติคุณครูหยุดหนึ่งอาทิตย์ไปเที่ยว
 
ก็เลยมาอัพเดทรูปซะเลย
 
series แรกเป็นสนามบอลที่ได้ไปเยี่ยมมา โอ้แม่เจ้ามาอยู่ตั้ง 9 เดือนไม่ได้ไปเหยียบสนามไหนเลย เฮียมาแค่อาทิตย์เดียวเที่ยวไป 4 สนาม
 
แน่นอนก็ต้องเริ่มจากสนาม Anfield ของ Liverpool ที่พี่ชายทั้งสองเชียร์อยู่ ขับรถไปไกล(มั่กๆ)ไม่บ่นซักคำเลย แต่ว่าโชคร้ายไปหน่อย ไปวันเสาร์แล้วทีมมีเตะพอดี  เลยไม่ได้เข้าไปเที่ยวในสนามเลย ได้แต่เข้า Museum แล้วก็ถ่ายรูปกับถ้วยเอง จากนั้ก็ขับไป Old trafford สนามของ Man U จริงๆก็ไม่เชิงตั้งใจไปหรอก พอดีจะไป York แล้วมันก็เหมือนจะเป็นทางผ่านอ่ะ ก็เลยแวะซะหน่อย แต่ว่าทำไมสนามมันผิดกันขนาดนี้ฟะ ทำไมมันใหญ่กว่างี้อ่ะ แต่ว่าคราวนี้ไม่ได้เสียตังค์เยี่ยมชมสนาม ก็แค่ถ่ายรูปแล้วก็ซื้อของที่ระลึกเล็กน้อย เป็นหมีแมนยู 1 ตัวกับพวงกุญแจ
 
สนามที่สามที่ไปเยือนก็คื Stamford Bridge ของ Chelsea ก็พอดีว่าเที่ยวในลอนดอนแล้วเวลาพอมีเหลือ แล้วสนามก็ไม่ไกลมาก (อยู่ Zone 2) รวมอยู่ในตั๋ว tube ที่ซื้ออยู่แล้วก็เลยไปซะเลย ไปดูเค้าฉลองแชมป์ซะหน่อย แต่ก็ไม่เสียตังค์เข้าไปดูเช่นกัน แค่ถ่ายรูปกับชอปปิ้ง ที่ shop ของ Chelsea เริ่มมีของที่ระลึกแชม์พรีเมียร์ปีนี้ขายแล้ว ก็เลยซื้อหมีเชลซีมา 2 ตัว ของที่ระลึกพวกเสื้อลดราคาด้วยนะ สงสัยฉลองแชมป์
 
สนามสุดท้ายของทริปนี้คือ Highbury ของ Arsenal อยู่ Zone 2 เช่นกัน สถานีชื่อ Arsenal เลย ไปถึงก็งงเพราะว่าเหมือนเขตบ้านคนมากกว่า เดินไปแป๊บนึงก็เจอสนามเหมือนสนามร้างสุดๆ ดูได้จากรูป สนามเก่ามากๆ แล้วก็หา shop ไม่เจอด้วย เดินไปเดินมาเจอสนามใหม่ของ Arsenal สนามใหญ่โตมาก แต่ว่า Highbury ก็เก่าจริงๆอ่ะแหละ สมควรสร้างใหม่ แล้วก็ถ่ายรูป ซื้อของที่ระลึกเหมือนเดิม ที่ Highbury ของที่ระลึกพวกเสื้อก็ on sale เหมือนกันนะคะ สงสัยลดย้ายสนาม ซื้อหมี Arsenal มาตัวนึงกับพวงกุญแจที่ระลึกนัดปิดสนาม
 
สิริรวมแล้วงานนี้เสียตังค์ซื้อหมีไป 4 ตัว แต่แอบเสียใจนิดนึงไม่มีหมี Liverpool (ก็หมีมันไม่น่ารักนี่นา) แล้วก็พวงกุญแจอีกหลายอันทีเดียว
 
แต่เริ่มจะขี้เกียจแล้ว series อื่นๆไว้ค่อยมาเพิ่มเติมวันหลังนะคะ
21 April

ตะลุยลอนดอน ตอนต่อ

ตอนที่แล้วรู้สึกจะยาวไปหน่อยเลยมาขึ้นตอนใหม่ดีกว่ากำลังฟิตต้องรีบเขียนต่อ

 

กลับมาถึงที่ สนร. ก็สามทุ่มก่าๆ ได้พักห้องเบอร์ 5 ห้องนี้มี 3 เตียงแต่ว่าอยู่ 2 คน มีนักเรียนไทยชื่อ ยิ้ม มาจากฝรั่งเศส ก็เลยได้คุยกะยิ้ม แนะนำที่เที่ยวในลอนดอนไป ยิ้มยังชวนไปเที่ยวฝรั่งเศสเลย ไว้จะเก็บกะตังค์ไปน๊า

 

ตื่นเช้ามาก็ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าวเช้าเสร็จ 9 โมง Sherry ก็โทรมา เพราะว่าเค้ามาถึงสถานทูตเยอรมันแล้ว Sherry เป็นคนจีนที่จะไปเยอรมันด้วย เค้าก็ต้องทำวีซ่าเหมือนกัน แล้วก็เค้านี่แหละที่เป็นคนโทรนัด ค่าโทรนัดแพงมั่กๆ นาทีละปอนด์ พระเจ้าช่วยค่าโทรศัพท์ไรเนี่ยแพงโคดๆ

 

ก็เลยรีบเดินออกจาก สนร. ไปสถานทูตเยอรมันก็ไม่ไกลมากประมาณ 1 สถานี tube คราวนี้ไม่หลงทางแล้น ก็ได้แผนที่นี่แหละ รู้สึกดีจริงๆเลย เมื่อวานจาก Oxford Street ไปโซโหก็ไม่หลง  แป๊บเดียวก็ถึงสถานทูตแล้ว ใช้เวลาทำวีซ่าไม่นานเท่าไหร่ ก็เรียบร้อย รอสถานาทูตส่งพาสปอร์ตกลับมาให้

 

จากนั้น Sherry ก็อยากไป Harrods ห้างสุดหรูในลอนดอน แน่นอน เดินกันไป (โฮะ โอะ โฮะ ใช้แผนที่อีกเช่นเคย) ช่างเป็นห้างไฮโซจริงๆ ไรๆก็แพง มีหลากหลายยี่ห้อแบรนด์เนม เดินไปเดินมา ก็เสียตังค์จนได้ คราวนี้ซื้อตราผนึกจดหมายสุดจ๊าบ เค้าจะแถมมากับแท่ง wax (คล้ายๆเทียน) เวลาใช้ก็ให้แวกซ์มันละลายหยดแหมะๆลงตรงที่จะผนึกจดหมาย รอแป๊บนึงแล้วก็ประทับตราลงไป  คล้ายๆครั่งนั่นแหละ แต่ว่าแวกซ์จะเป็นสีทอง (แหมก็ของแฮรอดส์สุดหรูทั้งที จะให้เป็นสีแดงๆธรรมดาได้ไง) แล้วก็กินตาร์บัค(อีกแล้ว) 555 แต่ตาร์บัคที่นี่ราคาปกตินะ มาลอนดอนกินตาร์บัคทุกวันเลยเฟ้ย

 

ออกจาแฮรอดส์ก็เดินกลับไป Victoria เดินไปแวะไปตลอดทางเลย 555 แล้วก็ยังไปเดินๆแถวนั้นฆ่าเวลาอีก แล้วก็กินข้าวกลางวัน (ไม่อร่อยเลย) แล้วก็ไปหา คันรถที่จะกลับบ้าน ไปถึง โห คนต่อคิวที่รถคันที่เราจะขึ้นเยอะจังเฟ้ย คันที่จะขึ้นนี่สุดสายที่ Blackpool ก็คนตรึมเลย คราวนี้นั่งข้างสาวคนดำ ไม่ได้คุยเลย เพราะรู้สึกร้อนแล้วตอนแรกเค้าไม่เปิดแอร์หมุนเวียนอากาศเลยหายใจไม่ออก นั่งพะงาบๆเป็นปลาใกล้ตายเลยม่มีรมณืจะคุยกะใคร แป๊บนึงเค้าเปิดแอร์ให้อากาศหมุนเวียนดีขึ้นแค่จิ๊ดเดียวจิงๆ ดีขึ้นหน่อย เลยนอนดีก่า รู้สึกหลับไปแบบอากาศไม่พอไงไม่รู้  

 

บ๊าย บายลอนดอน ไว้เจอกันใหม่เร็วๆนี้นะ

 

ปล. คราวนี้เขียนเยอะเพราะตื่นเต้นอ่ะ ไปตะลุยลอนดอนคนเดียว 2 ครั้งแรกมีคนไปด้วย กับอีกทีก็มีแกงค์เที่ยวด้วยกัน

 

ตะลุยลอนดอน

ไปแอบอ่าน blog ชาวบ้านแล้วก็มาดูของตัวเองไม่ได้อัพเดทมาชาติเศษ งั้นก้มาเล่าหน่อยดีกว่า ล้า ลัน หลั่น ล้า
 
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ แล้วก็มีนัดไปทำวีซ่าที่สถานทูตเยอรมันวันที่ 19 เมษานั่นแหละ ก็เลยมีอันได้เดินทางไปลอนดอน แล้วก็ด้วยความขี้เกียจตื่นเช้า(ส่วนตัว) เพราะถ้าไปตอนเช้าต้องขึ้นรถประมาณ 6 โมง พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง(ขอเปลี่ยนนิดนึง กะลังอยากกิน) ก็เลยไปมันวันอังคารมันนี่แหละ แล้วก็ไปทำวีซ่าวันพุธ แล้วค่อยกลับ ก็มหาลัยมันหยุดถึงวันอังคารนี่หว่า โฮ่โฮ่โฮ่
 
ก็เลยจองรถ coach ไป ตามฟอร์มไปถึงท่ารถ on time อีกแล้วครับ เฮ้อ ไม่มีซะล่ะไปรอก่อนหน้ารถมาเนี่ย
ก็ได้นั่งข้างคุณตาคนนึง คือรถเค้าไม่มีจองที่นั่ง (ต้องเพิ่มตังค์)  ขึ้นรถตามฟอร์มก็หลับไง 5555 แต่คราวนี้ตื่นก่อนถึงตั้งเกือบชั่วโมง คุณตาที่อยู่ข้างๆเค้าก็เลยชวนคุย ว่ามาจากไหน คุณตาเล่าว่าเคยมากรุงเทพด้วยนะ แต่เมื่อ 40-50 ปีก่อน เริ่มสงสัยแล้วใช่ป่ะคุณตาอายุเท่าไหร่ สรุปก็ได้ความว่าคุณตาอายุ 81 แล้วอ่ะ  โห อายุยืนจัง ยังแข็งแรงอยุ่เลย คุณตาบอกว่า เค้ามาเยี่ยมลูกสาวที่ Birmingham แต่ตัวคุณตาอยู่ลอนดอน แต่แล้วคุณตาคิดว่าเราอายุซัก 18 เนี่ยเด่ะ โอ้ น่ารักจริงๆค่ะคุณตา 
 
คุยกับคุณตา รู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง จนถึงลอนดอนที่ Victoria Station  ก็ตอนเที่ยง แล้วก็ขึ้น tube (รถไฟใต้ดิน) ไปสถานี South Kensington เพราะว่าคราวนี้จะไปพักที่สำนักงานนักเรียนไทย จากสถานีหาไม่ยากเดินผ่าน Natural History Museum, Victoria and Albert Museum แล้วก็  Imperial College ถึงถนน Prince's Gate ก็เห็นธงชาติไทย ไปถึงพอดีมีคนที่เค้าพักอยู่แล้วกำลังกดออด ก็เลยอาศัยจังหวะนั้นเข้าไปด้วยซะเลย ก็ไปแจ้งชื่อกับพี่เค้าไว้ แล้วพี่เค้าบอกค่อยมาลงทะเบียนตอนเย็น
 
ที่พักที่สำนักงานนักเรียนไทย(สนร.) นี่เค้าจะให้เข้าได้หลัง 5 โมงเย็นนะคะ ก่อนหน้านั้นก้ออกไปเตร็ดเตร่ได้ตามสบายแต่ก็ไม่ควรเข้าหอหลัง 4 ทุ่มนะคะ ไม่งั้นคุณป้าเค้าต้องรอเปิดประตู แล้วก็ควรโทรจองก่อนล่วงหน้า แต่ว่าเราก็นะคิดว่าคงไม่เต็มหรอก (ช่างประมาทจริงๆน้องอรเอ๋ย)ค่าพักสำหรับนักเรียนทุน คืนละ 10 ปอนด์พร้อมอาหารเช้า (คนนอก 20 ปอนด์) ราคานี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วยกเว้นบ้านเพื่อน 555
 
วางกระเป๋าเสร็จโทรหาเพื่อนที่อยู่ Imperial ทันที แล้วก็ไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน โอ้ ไม่ได้กินมา 9 เดือนแล้ว (ยกเว้นแซลมอนซอสเทริยากิทำเองนะ) เลยกินซูชิเซตซะเลย นึกๆดูเสียดายตังค์เหมือนกันนะเนี่ยตั้ง 10 ปอนด์ กินฟูจิได้ 2  setเลยมั้ง (อารมณ์งกขึ้น 555) กินเสร็จแยกย้าย เพื่อนไปอ่านหนังสือต่อ ส่วนเราก็ไปเตร็ดเตร่ ตอนแรกว่าจะไปวัดไทย แต่ว่าด้วยความขี้ลืมก็เลยไม่ได้เอารายละเอียดการเดินทางออกมาด้วยซะงั้น ระหว่างคิดก็เดินไปที่สถานี tube เห็นโฆษณาว่ามีนิทรรศการรูป Gothic Nightmares ที่ Tate Britain  เค้ามีบอก tube station ที่ต้องไปลงด้วย ไม่ไกลเลย 3 สถานีเอง ลงที่ Pimlico ก็เลยเอาฟะ ไปดูดีกว่า
 
ไปถึงก็เดินหมือนตามป้ายชี้ เหมือนจะหลงๆแต่ก็เจอจนได้ รู้สึกจะเป็นประตูด้านข้างอ่ะ ปกติพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษจะเข้าฟรียกเว้นที่เป็นงานแสดงแบบมาจัดพิเศษก็จะเสียตังค์เข้า คิดไงไม่รู้ก็เสียตังค์เข้าไปดูรูปอ่ะ เข้าไปปุ๊บเจอรูป The Nightmare ของ Fuseli เลยเป็นรูปสีน้ำมัน จริงรูปนี้เคยเห็ในหนังสือแล้ว แต่รุปจริงดูลึกลับ แล้วก็น่ากลัวกว่าอีก
 
จากนั้นก็เดินดูต่อ ใน มองหาห้องที่จัดแสดงรูปของ Turner เพราะเคยดูในหนังสือแล้วชอบ ก็เลยอยากเห็นของจริง ที่ Tate มีรูปของ Turner เยอะ ขนาดมีห้องจัดแสดงแยกเลย ก็มีประวัติ แล้วก็ผลงาน แต่ภาพที่ปิ๊งสุดก็ภาพ 'Self-Portrit 'ที่ Turner วาดรูปตัวเองง่ะ  วาดรูปตัวเองดุดีชะมัดเลย ภาพอื่นๆก็ชอบนะ พักนี้ชักจะเริ่มชอบภาพเขียนสีน้ำมันซะแล้วสิเนี่ย
 
เดินใน Tate ถึง 4 โมงนิดหน่อย ก็ไป Oxford Street จะไปทำไรได้นอกจากชอปปิ้งอ่ะดิ 555 แต่คราวนี้ซื้อแค่นิดหน่อยเอง แล้วในที่สุดก็ถอย London Map มาจนได้ เพื่อจะได้ไม่หลงทางอีกต่อไป จริงๆก่อนนี้เคยมาลอนดอน 2 ครั้งแล้ว แต่มี navigator ตลอด
 
แล้วก็นั่งกิน Starbuck พูดถึง Starbuck เนี่ยเซ็งจริงๆ อยุ่ลอนดอนหา ตาร์บัคกินง่ายโคตร แต่ที่ Coventry เนี่ยอยากกินในเมืองไม่มีนะ ต้องไป Tesco ใหญ่ซะงั้น แต่ก็ดีประหยัดตังค์ แล้วก็ไปกินข้าวหน้าเป็ด+หมูแดงที่โซโห ตอนแรกว่าจะไปซื้อบัตรโทรศัพท์ แต่นึกไปนึกมายังไม่ซื้อดีกว่า เพราะยังใช้ไม่หมดเลย แล้วอีกสาเหตุใหญ่ก็คือ เดี๋ยวเงินสดจะมีไม่พอ ขี้เกียจกดตังค์ (แต่ในที่สุดก็ต้องกด) แล้วก็กลับไปสนร.
 
พิมพ์ยาวจริงๆเลย แต่ยังไม่จบเลย งั้นเอาไว้ไปต่อตอนหน้าแล้วกันนะ
 

@_@

尚未新增任何項目。
第 1 張 / 共 24 張